Lexus

posted on 13 Feb 2009 09:58 by interbrand4

History          Lexus เป็นรถยนต์ที่ตั้ง Position ว่าเป็นรถระดับหรูหรา แตกต่างจาก Toyota ที่มีราคาย่อมเยาว์กว่ามาก โดยมีการวางตลาดเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาในปี 1989 และในที่สุดก็เป็นยี่ห้อรถยนต์ระดับหรูที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาไปเรียบ ร้อยแล้ว สิ่งที่ Lexus มีความแตกต่างจากคู่แข่งอื่นๆ คือชื่อเสียงในด้านความเชื่อถือได้ของคุณภาพ และคุณภาพการให้บริการลูกค้า จริงๆแล้วชื่อเสียงด้านนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังอยู่ในอังกฤษ ยุโรป และอีกหลายประเทศในโลก

          ที่มาของ Lexus นั้นเกิดขึ้นในปี 1983 เมื่อประธานบริษัท Toyota Motor Mr.Eiji Toyoda ได้เรียกหารือผู้บริหารระดับสูงของ Toyota ว่าจะสามารถสร้างรถยนต์ระดับหรูที่ดีที่สุดในโลกได้หรือไม่ จากวันนั้นได้มีโครงการรับสุดยอดของบริษัทคือ F1 หรือ Flagship No. 1 vehicle และก็คือ Lexus LS 400 นั่นเอง จริงๆแล้วหากเทียบกับคู่แข่งค่ายสำคัญซึ่งก็คือ Honda พบว่า Honda เข้าสู่ตลาดรถยนต์ระดับหรูมาเป็นค่ายแรกจากญี่ปุ่น ซึ่งก็คือ Acura นั่นเอง โดยเข้ามาในตลาดนี้ก่อน Toyota ถึงสามปี และรายสุดท้านก็คือ Nissan ที่ได้สร้าง Infiniti มาเป็นรายสุดท้าย จะเห็นได้ว่ารถหรูทั้งสามนั้นไม่มีใครใช้ชื่อญี่ปุ่นเลย

          โตโยต้าได้ ทำการวิจัยตลาดในสหรัฐอเมริกาในปี 1985 และพบว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องการแบรนด์ที่แตกต่างไปอย่างชัดเจนจาก Toyota และต้องการช่องทางการจัดจำหน่ายต่างไปจาก Toyota คงไม่มีใครที่ขับ Lexus อยากจะมารอรับบริการในคิวที่ยาวเหยียดของ Toyota นั่นเอง

          ในปี 1986 โตโยต้าได้ว่าจ้างบริษัทโฆษณา
Saatchi & Saatchi ในการสร้างแบรนด์หรูนี้มา และได้มีการมอบให้ Lippincott & Margulies เป็น ผู้เลือกชื่อรถยนต์หรูใหม่นี้ โดยมีชื่อมากกว่า 219 ชื่อ โดย Vectre, Verone, Chaparel, Calibre และ Alexis เป็นชื่อแรกๆ ที่ดูจะได้รับการคัดเลือก และ Alexis ก็เกือบจะเป็นชื่อสุดท้ายที่ได้ใช้ แต่ต่อมาก็ได้ดัดแปลงเป็น Lexus โดยมีความหมายในแง่มุมของ "luxury" และ "elegance" โดยแท้จริงแล้วนั้นชื่อ Lexus นี้แล้วเป็นชื่อที่ไม่มีความหมายแต่จำง่าย ฟังดูดี เท่านั้น แต่ในออสเตรเลีย มีการคุยกันว่า Lexus คือ Luxury Export to United States          และแล้วในปี 1989 หลังจากที่ได้มีการใช้นักออกแบบ 60 คน ทีมวิศวกร 24 ทีม วิศวกรรวมทั้งสิ้น 1,400 คน ช่างเทคนิค 2,300 คน และพนักงานสนับสนุนอีก 220 คน มีงานต้นแบบกว่า 450 แบบ และใช้ต้นทุนกว่า US$1 พันล้าน จึงได้ Lexus LS 400 ออกมา โดยไม่มีองค์ประกอบหลักใดเลยที่ใช้ร่วมกับโตโยต้า โดยใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.0 L V8 และใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง   Lexus in Thailand

          รถซีดานสไตล์สปอร์ต ที่มีกำลังเครื่องยนต์และสมรรถนะเร้าใจพร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่น โฉบเฉี่ยว และทันสมัย Lexus ในฐานะ brand ผู้มาใหม่ในตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทย แต่จริงๆ แล้วมีมาไม่ต่ำกว่า 4 ปี ช่วงแรก Lexus เข้ามาในบ้านเราในฐานะรถยนต์นำเข้าที่มีบริษัท โตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนจำหน่าย การทำตลาดเมื่อเทียบกับ Benz BMW ก็ถือว่าโตโยต้าทำตลาดให้กับ Lexus น้อยมาก แต่ช่วง ไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา Lexus สร้าง brand ของตัวเอง และถือเป็นอีกมิติหนึ่งของการทำตลาดรถยนต์ ที่พยายามแตก brand ใหม่เพื่อประสบความสำเร็จในตลาดใหม่
          สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทาง โตโยต้าตัดสินใจปรับกลยุทธ์ให้ Lexus ทำตลาดด้วย brand ตัวเองนั้นก็มาจากตัวเลขยอดขายรถยนต์ Lexus ใน Gray Market หรือ Lexus ที่จำหน่ายผ่านทางผู้นำเข้าอิสระ มียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนระดับพันคัน จึงทำให้โตโยต้าต้องปลุก Lexus โดยการจัดตั้ง Lexus Group ขึ้นมาทำตลาดเอง
          การทำตลาดสำหรับ brand ใหม่ ศิตชัย จีระธัญญากุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย บอก Lexus ต้องทำคือ ทุกอย่างใหม่หมด ตั้งแต่ด้านการบริหาร การบริการ สินค้า รวมไปถึงตัวแทนจำหน่าย เพราะถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับ Lexus ในไทย โดย Lexus ต้องสร้าง passion ที่สำคัญสำหรับลูกค้าเอาไว้ว่า ลูกค้าที่ซื้อ Lexus ได้ต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดา คือเสียเงินเท่าไรไม่สน แต่ต้องได้รับการบริการที่ดี
          High sales per outlet –
ไม่น่าเชื่อว่ายอดจำหน่ายของ Lexus ในอเมริกาสูงกว่ายอดจำหน่ายของ Mercedes อีก ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากกลยุทธ์ High sales per outlet ที่ Lexus เองจะไม่เน้นการเพิ่มปริมาณของตัวแทนจำหน่าย แต่เน้นว่าศูนย์จำหน่ายต้องใหญ่และยอดขายต้องสูง และโชว์รูมต้องแยกจากโตโยต้าอย่างเด่นชัด
          ทั้งนี้เพราะ position ของ Lexus วางเอาไว้สำหรับนีชมาร์เก็ต ซึ่งแตกต่างจากโตโยต้าที่เน้นยอดขายและเจาะกลุ่มตลาด mass อย่างชัดเจน ดังนั้นกลยุทธ์นี้จะถูกนำมาใช้ในบ้านเราเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้โชว์รูมของ Lexus มีอยู่ 2 แห่งคือ แห่งแรกเป็นโชว์รูมที่พระราม 9 เป็นโชว์รูมตั้งแต่สมัยที่ทางโตโยต้านำ Lexus เข้ามาจำหน่ายในไทย ส่วนโชว์รูมที่สองที่เพิ่งตั้งมาไม่นาน Lexus เองเลือกเจาะไปยัง location ของกลุ่มเป้าหมายโดยตรงคือสุขุมวิท โดยอยู่ที่สุขุมวิท 18
          การสร้าง brand ของ Lexus ในไทย ที่ต้องกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่หมดนั้น หากมองผิวเผินโตโยต้าอาจจะเสียโอกาสไปบ้าง แต่ต้องยอมรับว่า โตโยต้าวางแผนที่จะสร้าง Lexus ให้เป็น brand สำหรับรถยนต์หรูเพื่อแข่งขันกับค่ายรถยนต์จากฝั่งยุโรป เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1983 อิจิ โทโยดะ ประธานบริษัท Toyota Motor ได้ตัดสินใจผลิตรถยนต์เพื่อตีตลาดรถยนต์ระดับหรู โดยส่งทีมงานของโตโยต้าทั้งทีมงานทางด้านพฤติกรรมผู้บริโภค และทีมงานออกแบบรถยนต์มายังสหรัฐอเมริกา จากนั้น Lexus ก็ได้ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาในปี 1989
          สิ่งที่ทางโตโยต้าลงทุนส่งทีมงานมากมายมายังสหรัฐอเมริกามาจนถึงวันนี้ ก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่งทั้งยอดจำหน่ายในอเมริกา และที่สำคัญคือภาพลักษณ์ของ Lexus เองที่ว่า Lexus คือรถที่เกิดและโตที่อเมริกา สำหรับประเทศไทย รถยนต์โฉมอเมริกาเลือดญี่ปุ่นอย่าง Lexus ที่หันมาทำตลาดอย่างจริงจังมากขึ้นจะเป็นอย่างไร ก็ต้องติดตามดูกันต่อไป

Product line-          Sedans


-          F Performance

-          Coupe

-          Luxury Utility

-          Hybrids

Marketing & Crisis

          ในปี 2002   Lexus ขึ้นแท่นเป็นเป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถหรูของสหรัฐอเมริกา ทิ้งคู่แข่งอย่าง Mercedes Benz  BWM และ Volvo ไว้ข้างหลัง ชนิดแทบไม่เห็นฝุ่น  แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะเป็นรถยนต์ที่หลายคนชื่นชม ทีมงาน Lexus ต้องฝ่าฟันคำสบประมาทว่า ทำไม่ได้มานักต่อนัก

 

ไม่อยากเป็นรถชั้นสอง

          วันหนึ่ง ยูกิยาสึ  โตโก  ผู้ บริหารคนหนึ่งของโตโยต้าสาขาเซาท์แคลิฟอร์เนีย เริ่มสังเกตว่าเพื่อนๆ ของเขา ซึ่งต่างก็เป็นผู้บริหารมีฐานะ ไม่เหลียวแลโตโยต้าเลยเมื่อจะซื้อรถยนต์สักคันหนึ่ง ผู้บริหารเหล่านี้เห็นว่ารถ Benz หรือ BMW ดูจะเหมาะกับตนเองมากกว่า  ความจริงข้อนี้รบกวนใจโตโกนัก  เขาไม่พอใจที่เพื่อนๆ มองว่าโตโยต้าเป็นรถยนต์ชั้นสอง  โตโกเชื่อว่า ในเมื่อสามารถผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพและประหยัดน้ำมันจนเป็นที่ยอมรับได้ ทำไมโตโยต้าจะผลิตรถยนต์หรูๆ ระดับเดียวกับ Mercedes Benz ไม่ได้ จากจุดนี้เองที่ความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ได้เริ่มต้น

 

องค์กรอนุรักษ์นิยม

          เมื่อตัดสินใจแล้ว  โตโกก็ได้คิดว่า  ถ้า โตโยต้าจะผลิตรถยนต์ให้ได้รับการยอมรับในตลาดระดับสูง บางทีอาจต้องหาช่องทางการขายใหม่ และสร้างชื่อยี่ห้อใหม่เลยทีเดียว เขานำความคิดนี้เสนอฝ่ายบริหาร  แต่เนื่องจากโตโยต้านั้นขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม ทั้งรูปแบบการบริหาร ไปจนถึงวิถีทางการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ  ดังนั้น ข้อเสนอของโตโกที่จะให้หันมาจับตลาดรถหรูจึงเป็นเรื่องยากจะรับได้  ผู้บริหารส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากในยุคนั้น ตลาดรถยนต์ระดับบนเปรียบเหมือนกับแดนสนธยาสำหรับโตโยต้า  ชาว โตโยต้าต่างรู้สึกหวั่นหวาดเมื่อต้องก้าวออกไปนอกกรอบอันมั่นคงที่ใช้มานาน แถมยังต้องแข่งขันกับเจ้าตลาดอย่างรถยนต์จากยุโรป ยิ่งได้ตระหนักว่าจะต้องพัฒนารถยนต์ขึ้นมาใหม่ และต้องสร้างแบรนด์ใหม่ด้วยแล้ว ความคิดของโตโกจึงเป็นเรื่องเสี่ยงมากเลยทีเดียว  อย่างไรก็ตาม  หลังจากถกเถียงกันอย่างหนัก ในที่สุด โตโกก็ผลักดันให้โครงการ Lexus เกิดขึ้นได้

 

เสี่ยงอย่างมีหลักการ

          เนื่องจากโครงการนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด  โตโยต้าจึงมอบหมายให้หัวหน้าวิศวกรมือหนึ่งอย่าง อิจิโร ซูซูกิ เป็นผู้ดำเนินการ  ซูซูกินั้นเป็นลูกหม้อโตโยต้าขนานแท้ เพราะเขาไม่ยอมตัดสินใจสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่พิจารณาข้อมูลทุกแง่มุมให้ถี่ถ้วนเสียก่อน  เขาเริ่มต้นรวบรวมข้อมูลโดยสัมภาษณ์แบบ Focus Group  ผู้ถูกสัมภาษณ์คือผู้ใช้รถยนต์  Benz   BMW    Audi  และ Jaguar  โดยสอบถามเหตุผลที่เลือกซื้อรถยนต์ยี่ห้อนี้ และเหตุผลที่ปฏิเสธรถยนต์ยี่ห้ออื่น

                ผลการสัมภาษณ์นั้นเป็นไปดังที่เราคาดเดาได้ เพราะคนที่เลือก Benz นั้นเห็นแก่คุณภาพ มูลค่า และความคงทน  ขณะที่คนขับ BMW เห็นแก่สไตล์และการใช้งาน ส่วนคนที่เลือก Volvo ก็เพราะต้องการความปลอดภัยและคุณภาพน่าเชื่อถือ 

                เมื่อ ซูซูกิให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เปรียบเทียบระหว่างรถยนต์จากยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น เขาก็ตระหนักว่า รถยนต์จากญี่ปุ่นนั้น แม้จะเป็นที่ยอมรับว่า มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ แต่ไม่เคยดูเป็นรถยนต์ที่หรูหรามีระดับเลย

                เมื่อเจาะลึกความคิดเห็นของลูกค้ารถ Mercedes Benz ซู ซูกิรู้สึกหงุดหงิดมากที่พบว่า สิ่งที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ ภาพลักษณ์ที่หรูหรา และสถานภาพทางสังคม รองลงมาจึงเป็นคุณภาพ  มูลค่าเมื่อขายต่อ  สมรรถนะในการขับขี่ และความปลอดภัย เรียงตามลำดับ

 

ระบุเป้าหมาย

          ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ทำให้ซูซูกิตัดสินใจได้ว่าจะพัฒนา Lexus ไปในทิศทางใด  อาจกล่าว ได้ว่าเป็นเพราะธรรมชาติวิสัยของวิศวกรนั่นเอง ที่ทำให้เขาไม่ชอบใจนักที่คนจะเห็นคุณค่าของรถยนต์เป็นเครื่องแสดงฐานะ แทนที่จะเป็นยานพาหนะใช้งาน  ในเมื่อผู้ขับขี่รถ Mercedes Benz เห็นว่า ความหรูหรามีระดับ มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ซูซูกิจึงตัดสินใจที่จะแข่งขันกับ Mercedes Benz ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานที่รถทุกคันควรมี นั่นคือ สมรรถนะในการขับขี่

 

เป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้

 

          เมื่อตัดสินใจได้แล้ว  วิศวกรมือหนึ่งของโตโยต้าเฝ้าถามตัวเองว่า อย่างไรจึงจะถือว่าเป็นรถยนต์คุณภาพสูง  รถยนต์แบบไหนกันจึงจะถือได้ว่าเป็นรถหรูคุณภาพเยี่ยม  แม้ว่าความหรูหรามีระดับ ไม่ใช่เรื่องถนัดของโตโยต้าเลย  แต่ซูซูกิตัดสินใจว่าจะแข่งขันกับ Mercedes Benz ดูสักตั้ง  เขากำหนดว่า รถยนต์ในอุดมคตินั้น ต้องดูมีชีวิต มีสไตล์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ Mercedes Benz ไม่มีต้องเป็นรถที่แล่นได้เร็วถึง  250 กม./ชม. (ซึ่งต้องลดแรงเสียดทานลงให้ได้มากที่สุด) แถมยังต้องประหยัดน้ำมัน และไม่ส่งเสียงดัง หรือสั่นสะเทือนขณะแล่นด้วยความเร็วสูงอีกด้วย  เมื่อซูซูกิบอกเป้าหมายให้พวกวิศวกรทราบ  ทุกคนต่างส่ายหน้าบอกว่า เป็นไปไม่ได้”  แต่เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะรู้ดีว่า ถ้าสามารถสร้างรถที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ได้สำเร็จ  Lexus จะไม่ใช่แค่รถที่ดีกว่า Mercedes Benz แต่จะเป็นรถที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว

 

คิดให้เป็นไปได้

          แม้เหล่าวิศวกรจะพยายามชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เขาต้องการนั้น เป็นเรื่องยากเกินจริง  แต่ซูซูกิไม่ท้อถอย เขากลับมาพิจารณาคุณสมบัติที่ต้องการทีละข้อ 

ในเรื่องของสไตล์นั้น  แม้ หลายคนท้วงติงว่า รถยนต์ที่สมรรถนะดี มักไม่มีลูกเล่นหรือสไตล์สวยงาม แต่ซูซูกิเห็นว่า การสร้างรถที่ทั้งดีและมีสไตล์ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าฝ่ายออกแบบและฝ่ายช่างร่วมมือกัน และพยายามากพอ

ส่วน คุณสมบัติด้านสมรรถนะในการขับขี่นั้น ซูซูกิคิดว่าการออกแบบรถให้แล่นได้เร็ว และประหยัดน้ำมันนั้น สามารถพัฒนาไปควบคู่กันได้ เนื่องจาก ถ้าออกแบบให้รถมีน้ำหนักเบาจะประหยัดน้ำมันได้มาก และยังทำให้รถแล่นได้เร็วด้วย ซึ่งเมื่อออกแบบให้มีแรงเสียดทานน้อยด้วยก็จะยิ่งเพิ่มความเร็วได้อีก  เมื่อเขาชี้ข้อนี้ให้เห็น ทีมวิศวกรจึงเริ่มเห็นแนวทางในการแก้โจทย์ต่างๆ ที่ซูซูกิให้มา

อย่างไรก็ตาม  ทุกคนยังคงเห็นว่า การทำให้รถที่แล่นได้แรงและเร็วถึง 250 กม./ชม. มีความเงียบและไม่สั่นสะเทือนนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้อยู่ดี

 

 ขุดคุ้ยถึงก้นบึ้งของปัญหา

 

          ซู ซูกิเองก็ยอมรับว่า รถที่แล่นได้แรงและเร็ว กับเสียงดังสนั่นนั้นเป็นของคู่กัน อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาคิดดูอีกที ซูซูกิก็เกิดความคิดว่า เสียงที่ดังสนั่นนั้นเป็นผลมาจากเครื่องยนต์ เขาจึงคิดว่า จะเป็นไปได้ไหม ที่ทีมวิศวกรของโตโยต้าจะคิดค้นเครื่องยนต์แบบใหม่ที่มีกำลังแรง และสมรรถนะดีเยี่ยมจนไม่ส่งเสียงดังและไม่สั่นสะเทือน

                ซูซูกิแจ้งความประสงค์ให้วิศวกรเครื่องยนต์ทราบ ทุกคนต่างส่ายหน้าบอกว่าทำไม่ได้  อย่าง ไรก็ตาม ซูซูกิเข้าหาหัวหน้าฝ่ายวิศวกรการผลิต หลังจากคุยกันไปคุยกันมา หัวหน้าฝ่ายวิศวกรออกปากว่า เขากับลูกทีมอาจลงมือสร้างเครื่องยนต์แบบที่ซูซูกิต้องการได้  แต่คงไม่สามารถสร้างแบบผลิตคราวละมากๆ ได้แน่นอน  ซูซูกิจึงต่อรองว่า อยากให้ฝ่ายผลิตลองดูสักตั้งหนึ่ง ถ้าทำไม่ได้จริงๆ เขาก็จะเลิกราโครงการนี้ 

เครื่องยนต์ต้นแบบที่ได้นั้นเป็นเครื่องยนต์ประกอบมือล้วนๆ  ผลที่ได้นั้นดีเกินคาดหมาย เพราะมีทั้งประสิทธิภาพและความเร็ว แถมยังประหยัดน้ำมัน และสั่นสะเทือนน้อยมากจนทีมงานประทับใจ  ความ สำเร็จที่ได้ทำให้ทีมผู้สร้างเครื่องยนต์ต่างมีกำลังใจ และรู้สึกท้าทายที่จะคิดค้นวิธีผลิตเครื่องยนต์ชนิดนี้ในแบบอุตสาหกรรมให้ ได้อีกด้วย

 

เมื่อศาสตร์และศิลป์ประลองกัน

          เมื่อ แก้ปัญหาเรื่องเครื่องยนต์สำเร็จแล้ว ปัญหาข้อสุดท้ายของซูซูกิคือ ทำอย่างไร รถยนต์รุ่นใหม่นี้จึงจะมีรูปลักษณ์ที่ทั้งมีสไตล์และมีแรงเสียดทานน้อย แรกทีเดียว เขาให้ฝ่ายออกแบบทำโมเดลรถมาให้วิศวกรดู แต่ทำมาเท่าไหร่ก็ไม่ผ่านมาตรฐานด้านแรงเสียดทานสักแบบเดียว  ในที่สุดเขาจึงแก้ปัญหาโดยเลือกโมเดลมาอันหนึ่ง แล้วให้ฝ่ายวิศวกรลองปรับแต่งดู  วิศวกรนั้น เมื่อได้โมเดลมาแล้ว ก็จัดการปรับแต่ง ตัดตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เพื่อลดแรงเสียดทานให้ได้มากที่สุด  ผลที่ได้นั้น คือรถยนต์รูปร่างน่าเกลียดที่สุด

อย่างไรก็ตาม  การที่วิศวกรได้ลองมาตัดแต่งด้วยตนเอง ทำให้เขาเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ มากขึ้น และเริ่มจับทางได้ว่าจะลดแรงเสียดทานของรถได้อย่างไร  ต่อ มาเมื่อวิศวกรพยายามอีก โดยทำงานร่วมกันกับฝ่ายออกแบบรถอย่างใกล้ชิด ในที่สุดจึงได้แบบรถที่ทั้งมีสไตล์และมีแรงเสียดทานน้อยตามต้องการ

 

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่

          เมื่อโครงการของซูซูกิเสร็จสมบูรณ์  ผู้คนต่างประทับใจที่ Lexus สามารถแล่นได้เร็วถึง 160 กม./ชม. โดยให้ความรู้สึกเหมือนแล่นด้วยความเร็ว 100 กม./ชมคุณสมบัติเด่นด้านสมรรถนะ และรูปลักษณ์ที่มีสไตล์ ทำให้ยอดขาย Lexus เอาชนะ Mercedes Benz ได้สำเร็จ  ในปีที่ Lexus เปิดตัวนั้น แม้จะรวมยอดขายของ Benz ทั้ง 3 รุ่น คือ 300E และ 420SE กับ 560SEL แต่ตัวเลขที่ได้ยังแพ้ Lexus ที่มียอดขายมากกว่าถึง 2.7 เท่า ความสำเร็จของ Lexus ได้ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่โตโยต้า และเป็นแรงผลักดันให้องค์กร์อนุรักษ์นิยมแห่งนี้ก้าวไปสู่ดินแดนใหม่ที่ไม่ เคยเหยียบย่างมาก่อน ที่สำคัญ ความสำเร็จของ Lexus เป็นบทพิสูจน์ให้รู้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้

ADVERTSING




edit @ 13 Feb 2009 10:12:10 by AuToMoTiVe,,,

Volkswagen

posted on 13 Feb 2009 06:00 by interbrand4

Volkswagen

 

 

 

History

จุดกำเนิดของ volkswagen เริ่มต้นตั้งแต่ที่ ย้อนหลังเมื่อประมาณปี 1930 ในยุคที่โลกของเราอยู่ในสภาวะวิกฤต คือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมัน ในฐานะเป็นผู้นำกลุ่มอักษะ ได้ใช้ยุทธวิธีทั้งกำลังพลและกำลังอาวุธที่มากด้วยประสิทธิภาพ แล้วส่งไปตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั่วภูมิภาค เพื่อหวังจะยึดครองโลกหนึ่งในบรรดาจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญนั้นเป็นพื้นที่ทะเลทราย ซึ่งต้องอาศัยพาหนะที่ใด้อย่างเหมาะสมกับทุกสภาพ...


    อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำสงครามฝ่ายอักษะ ได้สั่งให้ ดร.นอร์ท โฮป ร่วมกับวิศวกรชาวเยอรมันอีกท่าน คือ ดร.เฟอร์ดินัน ปอร์เช่ ผู้ออกแบบรถปอร์เช่ ให้ร่วมกันออกแบบรถเพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการทำศึกสงครามกลางทะเลทราย และรถคันนั้นก้อคือ รถโฟล์กสวาเก้น หรือเจ้าเต่าทองนั่นเอง และ ณ จุดนี้เอง ที่รถโฟล์กสวาเกนกำหนดขึ้น
    ในปี 1938 รถโฟล์กคันแรกถูกผลิตออกมาให้ประชาชนได้ใช้งานกันอย่างจริงจังด้วยคำสั่งของฮิตเลอร์ที่ว่า ต้องเป็นรถของประชาชนตามชื่อของรถ เพราะคำว่าVolk ในภาษาเยอรมัน แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ประชาชน ส่วนคำว่า wagen นั้นแปลว่า รถยนต์ ดังนั้น รถโฟล์กคันนี้จะต้องเป็นรถที่จุคนได้ 4-5 คน ต้องกินน้ำมันน้อยต้องทนทานได้นานที่สุด ต้องวิ่งเร็วพอสมควร และที่สำคัญที่สุดต้องราคาถูกด้วย

- บริษัท Volkswagen เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 1937 โดยใช้ชื่อ Volkswagens mbH และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Volkswagenwerk GmbH เมื่อ 16 กันยายน 1938 ต่อมาในปี 1952 Volkswagen ได้ ขยายการผลิตไปยังต่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วยการเปิดบริษัทขึ้นที่ Toronto, Canadaและในปี 1965 Volkswagen ได้ทำการ ซื้อกิจการ ของ Audi เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Volkswagen Group จนในปี 1985 Volkswagen ได้ทำการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งจาก Volkswagenwerk AG มาเป็น VOLKSWAGEN AG

- ในประเทศไทย Volkswagen ยังไม่ได้เข้ามาตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการ มีแต่เพียงตัวแทนจำหน่ายซึ่ง ก็คือ ยนตรกิจ กรุ๊ป

 

Crisis

หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่สองรถยนต์ที่ดังและเป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดในเมืองไทยมีอยู่สองเฟียต และ โฟล์ก คู่หูคู่โหดที่จุดเพลิงสงครามโลกทางยุโรป สองชาตินี้คืออิตาลีและเยอรมนี น่าแปลกที่ประเทศแพ้ สงครามคือ เยอรมนีและอิตาลีมีรถยนต์ที่ยังเหลือความนิยมอยู่ในเมืองไทยและประเทศอื่นทางภาคนี้บางประเทศ รถยนต์โฟล์กและเฟียตมีลูกค้าเมืองไทยเต็มเมือง

ความนิยมในรถยนต์โฟล์กและเฟียตมีอยู่นานไม่กี่ปีก็ถึงยุคเสื่อม โดยมียี่ห้อเฟียตเสื่อมก่อนทั้งเรื่องเครื่องยนต์และเรื่องไฟ ส่วนโฟล์กแม้จะมีอะไรดี ๆ ทั้งเรื่องน้ำคือไม่ต้องใช้น้ำระบายความร้อนและเครื่องยนต์ แต่รูปร่างของมันที่เรียกว่า เต๋าทองที่เคยคลั่งชอบกันมาก ๆ ก็เริ่มถอยลงโดยมองจุดเครื่องยนต์อยู่ท้ายตัวรถว่าไม่มีความปลอดภัยสำหรับชีวิตในตัวรถยนต์เพียงพอ ในขณะเดียวกันผู้ใช้รถยนต์ได้หันไปมองรถยนต์ญี่ปุ่นที่กำลังมาแรงและด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นทุกปีทุกรุ่น

ด้วยเวลาเพียงทศวรรษเดียวความนิยมในรถยนต์ของโฟล์กและเฟียตที่เสื่อมลงก็ถูกรถยนต์เมดอิน เจแปนเข้ามาสวมแทนที่ด้วยความขยันขันแข็งและความอดทนของชาวซามูไรที่กล้ำกลืนความอดสูในความพ่ายแพ้ในสงคราม และการมีผู้นำที่ดีคนญี่ปุ่นทั้งประเทศเริ่มบุกเบิกประเทศใหม่

ตลาดรถโฟล์กในไทยและประเทศในเอเชียรวมทั้งสนามสหรัฐเวลานี้มิได้รับความนิยมมากเหมือนก่อนเมืองเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จะไม่เข้าขั้นในอันดับอะไรทั้งสิ้น แต่ในสนามประเทศยุโรปยังได้รับความนิยมไม่น้อย โฟล์กได้พยายามกู้ชื่อในสนามเอเชียและสนามสหรัฐ แต่ก็ไม่ได้ผลกลับคืนมาแต่อย่างใด ยิ่งในสนามสหรัฐมันคงตัวไม่เพิ่มขึ้น โฟล์กไม่ได้รับความสนใจในสื่อมวลชน ทั้งนี้ดูจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ ไม่เห็นมีโฆษณาหรือเห็นน้อยบางตาเต็มที ยิ่งในโทรทัศน์ ทั้ง ๆ ที่ผมดูโทรทัศน์มากกว่าคนอื่น ๆ แต่ก็ไม่เห็นโฆษณาของโฟล์กอยู่ดี บริษัทโฟล์กสวาเกน เป็นบริษัทสร้างรถมากเป็นอันดับหนึ่งในประเทศยุโรป และเป็นอันดับที่สี่ในโลก บริษัทมีพนักงานหรือคนงาน 251,000 คน มีรายได้ปีละ 35,000 ล้านดอลลาร์ เป็นกำไร 523 ล้านดอลลาร์ เริ่มก่อตั้งปี 1937 เรื่องหุ้นหรือสต๊อกไม่เคยเห็นอยู่ในระบบหรือในลิสต์ ดูเป็นเรื่องลึกลับในสหรัฐ ด้วยการสนับสนุนของจอมเผด็จการ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สมัยเริ่มครองอำนาจในเยอรมนีใหม่ ๆ ทำให้รถโฟล์กได้รับความนิยมเรียกว่าเกือบทั่วโลกแต่ไม่รวมในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่มีเจ้าเต่าทองออกมาจำหน่ายในสหรัฐจนถึงปี 1990 มีเพียง 5 ล้านกว่าคัน ในปี 1970 และปีต่อ ๆ มารถโฟล์กครองสหรัฐ 7 เปอร์เซ็น จนกระทั่งถึงปี 1989 โฟล์กเหลืออยู่ในตลาดสหรัฐเพียง 2 เปอร์เซ็น ทั้งนี้เรื่องเครื่องยนต์อยู่ตอนส่วนท้ายของตัวรถยนต์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โฟล์กได้รับความนิยมน้อยลงในเรื่องความปลอดภัย มีเดียสหรัฐนับเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งเพาะมีความฉับไวในการเสนอข่าวความบกพร่องของโฟล์ก และอีกส่วนหนึ่งคือการศึกษาของคนอเมริกันที่มีสูงและให้ความไว้วางใจในการออกข่าวภาครัฐและการเสนอตามอีกของมีเดีย ไม่ว่าอะไรจะดีและเลวมันเกิดผลได้ทันที

เมื่อโฟล์กได้เสื่อมลง คนอเมริกันได้หันไปสนใจรถญี่ปุ่นมากขึ้นแทนที่ทันที รถญี่ปุ่นเริ่มได้รับความสนใจและนิยมในหมู่คนอเมริกาอย่างมากในปี 1980 เป็นต้นมา ในปี 1978 โฟล์กในมิชิแกน (โฟล์กเป็นบริษัทรถยนต์ต่างชาติบริษัทแรกที่มีโรงงานสร้างในสหรัฐ) เริ่มผลิตแบบหรือรุ่น แรบบิตส์ออกมาเป็นตัวแทนรุ่น เต่าทองที่เริ่มมองเห็นว่ามันจะไปไม่รอดในสนามสหรัฐแต่เจ้ากระต่ายก็มิได้ช่วยทำให้สถานการณ์ของโฟล์กฟื้นตัวขึ้นแต่อย่างใด

ขณะนั้นโรงงานโฟล์กเกิดปัญหากับกรรมกรสร้างรถยนต์ซึ่งเป็นคนทำเกิดการฟ้องร้องกันขึ้นในเรื่องผิว ผู้ช่วยผู้จักการแผนกบุคคลคนหนึ่งฆ่าตัวตาย บางเสียงว่าถูกฆาตกรรมได้พบโน้ตข้อความจากผู้ตายว่าได้รับความกดดันจากนายจ้างไม่ให้ร่วมมือกับการฟ้องร้องของคนดำถ้าไม่ร่วมมือบริษัทจะฟ้องเขาในเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับลูกจ้างสตรีบางคน ฯลฯ

พอถึงปี 1988 หลังจากมีการฟ้องร้องแล้ว 10 ปี โฟล์กตัดสินใจปิดโรงงานในมิชิแกนสิ้นสุดยุคของโฟล์กในดินแดนสหรัฐตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ผู้ริเริ่มสร้างรถโฟล์ก เต่าทองคือ นายเฟอร์ดินานด์ ฟอสซ์ (หรือที่เรียกในไทยว่าพอสเซ่” ) ที่ต้องการสร้างรถยนต์ราคาถูกเพื่อคนจนเยอรมันจะได้มีรถใช้โดยการสนับสนุนของจอมเผด็จการฮิตเลอร์ เขาเคยเสนอแบบดีไซน์โฟล์กแก่นายจ้างเก่าคือนายเตมเลอร์ เบนซ์ เจ้าของรถเบนซ์แต่ไม่ได้รับความสนใจแต่อย่างใด

Product Line

t

 

 

Fox

 

Polo

CrossPolo

BlueMotion

Polo GTI

Polo

 

Golf

Golf Estate

Golf GTI

Golf R32

Golf Plus

Golf

 

 

New Beetle

New Beetle Cabriolet

New Beetle

 

 Scirocco

Jetta

 

 

 Eos

 

 Tiguan

 Touran

 

 

Passat

Passat Estate

Passat R36

Passat CC

Passat

 

Sharan

 

Touareg

Touareg R50

Touareg

 

 

 Phaeton

   

 

 

 

Marketing

โฟล์คสวาเกนในตลาดโลก

            โฟล์คสวาเกนตั้งอยู่ที่เมืองโวล์ฟบวก ประเทศเยอรมนี เป็นกลุ่มบริษัทหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งของโลก และเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป ในปี 2003 บริษัทได้ขยายช่องทางสินค้าไปสู่ลูกค้าจำนวน 5.015 (ล้านคัน) ขณะที่ปี 2004 มีจำนวน 4.984 (ล้านคัน) มีส่วนแบ่งทางการตลาดโลกคิดเป็น 12.1 เปอร์เซ็นต์ ในยุโรปตะวันตกนับเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของโฟล์คสวาเกน ซึ่ง1 ใน 5 ของรูปแบบรถยนต์ที่เกิดขึ้นใหม่ ล้วนมาจากกลุ่มโฟล์คสวาเกนทั้งสิ้น

            ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มโฟล์คสวาเกน แบ่งการบริหารงานออกเป็น 2 กลุ่ม  คือ ออดี้ และ โฟล์คสวาเกน โดยภายในกลุ่มออดี้เองก็ยังมีแบรนด์อื่น ๆ รวมอยู่ ได้แก่ ยี่ห้อ Audi, SEAT and Lamborghini ขณะที่โฟล์คสวาเกนเอง ก็จะมียี่ห้อ Skoda, Bentley, and Bugatti ซึ่งในแต่ละแบรนด์ก็มีลักษณะเฉพาะตัวของมันเองในแต่ละกลุ่มตลาด เป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นรถที่มีความหรูหรา ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง (3 ลิตร/100กม.) เป็นตรายี่ห้อที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกทางด้านกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยโฟล์คฯแบ่งโครงสร้างการควบคุมออกเป็น 4 ทวีป ได้แก่ ทวีปอเมริกา ทวีปแอฟริกาใต้ ทวีปยุโรป และทวีปเอเชียแปซิฟิก มีโรงงานผลิต 45 แห่ง ใน 11 ประเทศของทวีปยุโรป และอีก 7 แห่งในประเทศต่าง ๆ  มีแรงงานกระจายอยู่มากกว่า 336,000 คนทั่วโลก และกำลังการผลิตสูงถึง 21,500 คันต่อวัน รวมทั้งมีการส่งไปจัดจำหน่ายสู่ 150 ประเทศทั่วโลก

            วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินงานกลุ่มโฟล์คสวาเกน คือ การนำเสนอความดึงดูดใจ ความปลอดภัย และการรักษาสภาพแวดล้อม ของภายใต้ภาวการณ์แข่งขันสูงในตลาดโลกปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานเดียวกันของสินค้าโฟล์คฯทั่วโลก

 
 

Volkswagen Jetta TDI 2009 คว้ารางวัลรถยนต์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งปี

 

 

 
       

 

Advertising

ตัวอย่าง Print AD

 

 

 

TVC

 

edit @ 13 Feb 2009 06:32:34 by AuToMoTiVe,,,

edit @ 13 Feb 2009 09:25:00 by AuToMoTiVe,,,

Porsche

posted on 13 Feb 2009 05:27 by interbrand4

 

 

 

History

Porsche ได้ก่อตั้งขึ้นโดย Ferdinand Porsche เมื่อปี 1931 โดยช่วงแรกเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจทางด้านเครื่องยนต์ตั้งอยู่ในเมือง Stuttgart, Germany ในปี 1944 ในยุคของ Ferdinand Porsche Jr.ได้ทำการย้าย Porsche Engineering Office ไปยัง Gmünd, Austria เพื่อทำการผลิตรถยนต์เพื่อใช้ในการแข่งขัน Grand Prix racing car
- รถยนต์ Sport car รุ่นแรกของ Porsche ก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 1948 โดยในช่วงแรกของการผลิตรถยนต์นั้นชิ้นส่วนของการผลิตจะเป็นของ Volkswagen
- ในปี 1950 Porsche ได้ย้ายกลับมาในเยอรมันอีกครั้งที่เมือง Zuffenhausen ซึง Porsche ได้ทำการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ของตัวเองขึ้นที่นี่ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Porsche สู่ตลาดรถยนต์ Sport car อย่างแท้จริง
- ในไทยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้แทนจำหน่าย Porsche แต่ผู้เดียวในประเทศไทย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1986 บริษัทฯได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้แทน จำหน่ายและบริการรถยนต์ Porsche แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อ ปี 1989 จากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเข้ารถยนต์ และอะไหล่ Porsche อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว ในประเทศไทย เมื่อปี 1993

 

 

เมื่อเอ่ยถึงรถสปอร์ทพันธุ์เยอรมันนักเลงรถสปอร์ทร้อยทั้งร้อยต้องนึกถึงชื่อ โพร์เช เป็นชื่อเเรก เพราะรถสปอร์ทยี่ห้อนี้ครองใจผู้ใช้รถทั่วโลกมาแล้วกว่าสี่ทศวรรษ สัญลักษณ์ของโพร์เช เป็นตราประจำเมืองชตุทท์การ์ท(STUTTGART) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถโพร์เชนั่นเอง ประวัติความเป็นมาของโพร์เชก็คือประวัติของ ดร.เฟร์ดินันด์ โพร์เช (DR.FEREINAND PORSCHE) “อัจฉริยบุคคลแห่งโลกรถยนต์ที่วงการรถสปอร์ททั่วโลกรู้จักกันดี ก่อนก่อตั้งบริษัท DR.ING.H.V. PORSCHE AG และผลิตรถยนต์สปอร์ทออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี 1948 เฟร์ดินัน โพร์เช เคยทำงานให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของเยอรมนีมาแล้วหลายราย เช่น เมร์เซเดส-เบนซ์ โฟล์คสวาเกน วอนเดเร์ ฯลฯ ผลงานที่เฟร์ดินันท์ โพร์เช สร้างขึ้นและถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์มีมากมายสุดจะจาระไน นอกจากชื่อเสียงในการผลิตรถสปอร์ทชั้นยอด ในวงการแข่งรถชื่อเสียงของโพร์เชก็ไม่น้อยหน้าใคร โพร์เชชนะมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าการแข่งความเร็วระยะสั้น การแข่งรถทางไกล หรือการแข่งเเรลลี ประจักษ์พยานยืนยันคือ ตำแหน่งเเชมป์การแข่งเลอมองส์ 24 ชั่วโมง อันมีชื่อเสียง แชมป์ผู้สร้างรถฟอร์มูลา 2 แชมป์โลกแรลลีสามสมัยซ้อน (1968-1970)แชมป์โลกผู้สร้างรถฟอร์มูลา 1 สองสมัยซ้อน (1984-1985) ฯลฯ มักเข้าใจกันอย่างผิดๆ ว่าโพร์เชเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีโฟล์คสวาเกนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แท้จริงแล้วโพร์เชยังคงมีลักษณะเป็นกิจการในครอบครัวคือ มีผู้ถือหุ้นเพียง 10 คน โดยที่หัวเรือใหญ่ คือ เฟอร์รี โพร์เช อภิชาต บุตรของเฟร์ดินันด์ โพร์เช ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 1915

 

ปัจจุบันโพร์เชมีโรงงานผลิตรถยนต์อยู่เพียงแห่งเดียว ตั้งอยู่ที่เมืองชตุทท์การ์ท เยอรมนีตะวันตก ในปี 1990 โพร์เช ผลิตรถสปอร์ทออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 32,162 คัน รถที่ผลิตมากที่สุดคือ โพร์เช 911 รองลงไปคือ โพร์เช 944 และโพร์เช 928 ปัจจุบันโพร์เชผลิตรถสปอร์ทออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 12 โมเดล

 

Product Line

 

 

Road Cars

 


Porsche 356
  
356

  356 A

  356 B

  356 C

Porsche 911
  
911 2.0

  
911 2.2

  
911 2.4

  
911 2.7

  
911 SC

  
911 3.2

  
911 (964)

  
911 (993)

  
911 (996)

  
911 (997)

Porsche 912

Porsche 914

Porsche 924

Porsche 928

Porsche 944

Porsche 968

Porsche Boxster

Porsche Cayenne

Porsche Cayman

Porsche Panamera

Exotics

 


Porsche 959
Porsche Carrera GT

 

Concepts & Prototypes

 



Porsche 114

Porsche 356/1

Porsche 356/2

Porsche 695

Porsche 901

Porsche 914

Porsche 942

Porsche 959

Porsche 969

Porsche 989

Porsche 980

Porsche Boxster

Porsche Cayenne

Porsche Carrera GT

Porsche Panamerica

Porsche Varrera

Racing Cars

 


Porsche 550

Porsche 907

Porsche 908

Porsche 909

Porsche 910

Porsche 911 GT1

Porsche RS Spyder

Porsche 917

Porsche 935

Porsche 956

Porsche 962
Open Wheel Racers
Misc. Racers

 

Tuner Cars

 

 

 

9ff
Almeras
Cartronic
Classix
Dauer
DP
EVEX
Gemballa
Koenig
LightWeight
Lotec
PSI Motorsport

 

Rinspeed
Roock
RS
RUF
Shuppan
Sportec
Stola
Strosek
Techart
Wingho


Bicycles


Porsche Bike Evolution

Porsche Bike FS

Porsche Bike R

Porsche Bike S


Tractors

 


Porsche Type 110

Porsche AP Series

Porsche Junior

Porsche Standard

Porsche Super

Porsche Master

Porsche 312

Porsche 108F

Porsche R22

Porsche AP16

Marketing

 

ใช้การสร้างความร่วมมือระหว่างกัน หรือ เรียกว่า Orchestrators ซึ่งดัดแปลงมาจากรูปแบบของวงออเคสตร้าที่ต้องมีการร่วมมือประสานงานอย่างดี จึงจะประสบความสำเร็จ รูปแบบนี้กิจการจะมุ่งเน้นไปที่เพียงบางกิจกรรมที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างมากเท่านั้นครับ เพื่อที่จะทำกิจกรรมนั้นอย่างดีที่สุดและให้องค์การอื่นที่มีความถนัดที่แตกต่างไป ช่วยกันรับดำเนินกิจกรรมอื่นๆที่เราไม่เชี่ยวชาญ โดยส่วนมากกิจการมักจะใช้พันธมิตร หรือ ผู้รับจัดจ้างภายนอก (Contractors) เป็นผู้มารับผิดชอบดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยบริษัท Porsche ผู้ผลิตรถสปอร์ตระดับสูงของโลก ได้มีการใช้แนวคิดนี้ในการนำเสนอนวัตกรรมใหม่สู่ตลาด โดยมีการติดต่อบริษัท Valmet ในประเทศฟินแลนด์เข้ามาช่วยในการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ของตนสู่ตลาดให้ทันเวลา ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูง ที่จะสามารถรองรับการผลิตรถยนต์รุ่นล่าสุด ตามแนวคิดที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาของ Porsche ซึ่งทำให้ผลิตรถยนต์ออกมาได้เร็วและประหยัดมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมดด้วยตนเอง ซึ่งทำให้ไม่ต้องลงทุนเองมาก ทั้งยังได้บริการจากผู้ที่มีความพร้อมและความสามารถจริงๆ ทำให้มีคุณภาพสูงขึ้นด้วย

 

ใช้ “TRYVERTISING” ซึ่งหมายถึงการสร้างความคุ้นเคยกับสินค้าใหม่ โดยให้ผู้บริโภคได้ลองด้วยตนเอง คุณอาจมอง TRYVERTISING เหมือนสายพันธุ์ใหม่ของ Product Placement ที่อยู่ในชีวิตจริง มันคือ การนำสินค้าหรือบริการเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างตรงจุด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจ ได้จากประสบการณ์ตรงของเขาเอง ไม่ใช่จากคำพูดเชิญชวนของใครๆ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดกว่า

วิธีที่พวกเขาสอดแทรกสินค้าเข้าสู่สถานที่ (กึ่ง) สาธารณะพวกบาร์/คาเฟ่, ห้องล็อบบี้, งานชุมนุมสังสรรค์ต่างๆ, มหาวิทยาลัย, และโรงแรม

โดย เริ่มกันที่โรงแรม พื้นที่ยอดนิยมสำหรับ Product Placement แบบใหม่ จริงๆก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะกิจกรรมของแขกที่เข้าพักในแต่ละโรงแรมสะท้อนถึงชีวิตประจำวันของพวกเขาได้ ทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่เพียงสบู่แชมพูแบรนด์ Aveda ในห้องน้ำของโรงแรม Westin เท่านั้น แบรนด์รถยนต์ชั้นนำก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่พยายามจับมือกับกลุ่มโรงแรม เพื่อให้แขกได้ทดลองขับรถหรูของตนระหว่างเข้าพัก

ซึ่ง Porsche จับ  กลุ่มโรงแรม Fairmont ในสหรัฐอเมริกาจับมือกับรถ Porsche นำเสนอแพคเกจ Tourde Fairmont ให้แก่แขกกระเป๋าหนักของโรงแรม The Fairmont San Francisco และThe Fairmont Sonoma Mission Inn & Spa โดยผู้เข้าพักสามารถเลือกที่จะขับ Porsche รุ่น Boxster หรือ Cayenne เที่ยวชมซานฟรานซิสโก ได้อย่างมีระดับ

ปัจจุบัน Porsche ไอเดียปิ๊ง ลงสนามรถสปอร์ตเล็กเจาะตลาดล่าง

Porsche เริ่มมองหาแนวทางออกรถหรูแรงแต่เล็กเจาะตลาดล่าง

หลังจากปล่อยคู่แข่งในตลาดแมสอย่าง BMW และ Audi กวาดเงินไปนาน Porsche ได้ร่วมกับ Volkswagen ในการเตรียมออกรถรุ่นใหม่เพื่อมาขอแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดบ้าง โดยรถรุ่นใหม่นี้ออกมาในรูปของ Hatchback หรือ SUV ขนาดเล็ก และยังมีข่าวอีกว่า Porsche อาจจะร่วมมือกับ Volkswagen และ Audi ในการพัฒนารถสปอร์ตเครื่องยนต์ขนาดกลาง ซึ่งจะวางตำแหน่งทางการตลาดใกล้กับ Boxster และ Cayman โดย Volkswagen แสดงแนวคิดเกี่ยวกับรถยนต์ใหม่นี้ในงาน Los Angeles Auto Show ในเดือนพฤศจิกายน

สำหรับสถานการณ์ของปอร์เช่ในปีงบประมาณล่าสุดคือ 2007-2008 ค่อนข้างดี เป็นผลมาจากกำไรที่ได้จากการถือหุ้นของโฟล์คสวาเกน โดยค่ายยานยนต์แห่งเยอรมนีเปิดเผยตัวเลขกำไรก่อนหักภาษีจากผลประกอบการสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน เกือบ 8,600 ล้านยูโร 

ส่วนยอดขายในปีงบประมาณเดียวกัน ปรากฏว่าในยุโรปและอเมริกาเหนือยอดตกอย่างรุนแรงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เยอรมนี ปอร์เช่ทำยอดขายได้ 13,524 คัน ลดลงจากปีก่อน 5.4% และในปีหน้า แม้ภาวะเศรษฐกิจไม่อำนวย ปอร์เช่ก็ตั้งเป้ายอดขายเบื้องต้นเฉพาะ Panamera ในเยอรมนีไว้สูงถึง 70%

สวนยอดขายในจีนในปีงบประมาณล่าสุดอยู่ที่ 8,190 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 2 เท่า

ด้วยตัวเลขดังกล่าว ปอร์เช่จึงเพิ่มน้ำหนักความสำคัญให้กับจีน รวมทั้งตะวันออกกลางและรัสเซีย 

 

Advertising

 

 

Print AD

 

 

 

 

 

 

 

TVC

 

 

 

edit @ 13 Feb 2009 05:56:57 by AuToMoTiVe,,,

edit @ 13 Feb 2009 09:27:54 by AuToMoTiVe,,,

edit @ 13 Feb 2009 09:30:02 by AuToMoTiVe,,,